การดูแลตัวเองดีจะลดความเสี่ยงจากโรคติดต่อที่มากับหนูได้

คนที1ไม่มีความละเอียดอ่อน ต้องพบกับการต่อล้ที่ยาก ลำบาก แต่ด้วยความอดทนและความปรารถนาอันแรงกล้าที,จะ ประสบความสำเร็จแล้ว เขากิจะชนะได้เซ่นกัน พนักงานรถไฟผู้หนึ่ง ซื่อ ลินคอล์น เป็นตัวอย่างโดดเด่นของพลังที่นำไปใช้ในการเดินทาง  อุปกรณ์ไล่หนู สู่ชัยชนะด้วยความมุ่งมั่น สำหรับเขาแล้วการลื่นไถลลงไปยังท้องร่อง ข้างทางไม่สามารถเรียกเสียงบ่นอุบอิบใดๆ จากเขาได้ เนื่องจาก เป็นสิ่งที่เขาได้คาดหวังเอาไว้แล้วว่าจะต้องเกิดขึ้นในระยะแรก ของการล้มลุกคลุกคลาน แต่สำหรับผู้ที่จะได้รับประโยชน์จาก การถ่ายทอดคุณสมบัติที่นำไปสู่บุคลิกภาพที่สมบูรณ์แล้ว ความ ล้มเหลวระหว่างเล้นทางของการพัฒนาตัวเอง ถือว่าเป็นเรื่อง ธรรมชาติบุคลิกภาพที่สมบูรณ์ ไม่ได้หมายถึงความละเอียดอ่อนจน เกินงาม ความเด็ดเดียวเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นต้องมี ความละเอียด อ่อนจนเกินควรจะนำไปสู่ชีวิตที่ยืดหยุ่นเกินไป และหลายครั้งมักนำ ไปสู่ความเลื่อมในที่สุด การเชื่อฟังอัตตาเป็นตัวชี้ให้เห็นถึงความเสื่อม เราอาจได้รับมันมาเป็นมรดก มรดกที่ดีเราจะต้องรีบคว้าไว้และเราจะ ต้องคอยระวังที่ไม่ดีอยู่ตลอดเวลา สิ่งที’เราต้องการ คือ คำแนะนำ ระหว่างเล้นทางสู่เป้าหมายทางบุคลิกภาพ สิ่งแรกที่เราต้องการ คือ สุขภาพ และความมุ่งมั่นในการลงมือทำ ต่อมาเราจะต้องใช้อาวุธ เหล่านี้ในทิศทางที่ถูกต้อง สำหรับบุคลิกภาพแล้วจะถึงขีดสุดความ สามารถของมันเมื่อได้รับการสนับสนุนจากสุขภาพร่างกายและพลัง สมองที่แข็งแรง จากบทก่อนหน้านี้ เราได้เรียนรู้ว่าสิ่งสำคัญไม่ว่าในเรื่องใดๆ นั้น จะตั้งอยู่บนพื้นฐานที่รักษาเราให้อยู่ในสภาพที่สมบรณ์ความสงบ และมีอารมณ์ขัน การตัดแต่งให้อยู่ในสภาพที่สมบุรณ์นั้นหมายรวมสิงสาคัญ ถึงทั้งทางร่างกายและจิตใจ เราไม่ควรละเลยความพยายามใดๆวงจรไล่หนู ที่จะ ช่วยพาเราไปส่ความมีประสิทธิภาพทางด้านร่างกาย มีแบบ’รกหัด อยู่แบบ’รกหัดหนึ่ง การก้มตัวลงหยิบเข็มหมุดบนแท่นที่พื้น หากเรา ทำอย่างถูกวิธี เราจะสามารถแก้ไขร่างกายที่ผิดรูปผิดรอยจากการ เปลี่ยนแปลงและรักษาอากัปกิริยาให้ถูกต้อง เช่นจัดคางให้อยู่ใน ลักษณะที่ไม่ทำให้ห่อหัวไหล่มีสภาพแสงที่ต่างกันทั้งในช่วงเช้าและยามเย็นให้เลือก ตามความพอใจ เลือกเวลาออกกำลังกายให้เป็นระบบมันจะเป็น ส่วนช่วยสำคัญที่ผลักดันให้การทำงานในแต่ละกันเดินหน้าไปอย่าง สนุกสนานและกระฉับกระเฉงความสงบเป็นสิงที่สำคัญมากสำหรับบุคลิกภาพ ดังนั้น   โครงสร้างด้านร่างกายจะต้องเข้ามาเป็นอีกส่วนสำคัญหนึ่งที่ต้องให้ ความสนใจไม่มีผู้ที่บุคลิกภาพดีคนใดเดินไปบนท้องถนน ด้วยใบหน้า ที,มัวหมอง หรือผมกระเซอะกระเซิง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ให้ความสงบกับเขา พวกมันเป็นหลักฐานของจิตวิญญาณของคนที่เชื่องช้า ยิ่งเราได้ออก กำลังกายมาก เราก็จะยิ่งมีพลังเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ยิ่งเรามั่นใจกับ ตัวเองมากเท่าไร พัฒนาการของบุคลิกภาพของเราก็จะไปได้ไกลมาก ขึ้นเท่านั้น การมองผู้อื่นเข้าไปในดวงตาทั้งคู่นั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่าง ยิ่งสำหรับบุคลิกภาพที่ดี มันออกมาจาก “สิ่งยิ่งใหญ่ภายใน” ที่เรา กำลังดำเนินการสำรวจอยู่ในขณะนี้ มันเกิดจากการยืนจังก้าเผชิญ ไล่หนูไฟฟ้า หน้าอย่างห้าวหาญกับความกลัวของเรา จนได้กลายเป็นบุคลิกส่วน หนึ่งของคนๆ นั้นไป คนที่รู้จักตัวเอง รู้จักวิธีหัวเราะให้กับชีวิตและ รู้จักความสุขจากการดำเนินชีวิต จะลงมือทำสิ่งต่างๆ จนบรรลุผล และได้ขัยชนะที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้มาครอบครอง

เครื่องไล่หนู

พระผู้เป็นเจ้าได้สร้างห่วงยางให้มนุษย์ในครั้งอดีตกาล

เช่นเดียวกับศานาอิสลาม…พระเจ้าผู้เป็นพระเจ้าองค์เดียวกันนี้ เป็น สิ่งสูงสุด,เป็นสิ่งสากล,และเป็นที่รวมจุดมุ่งหมายของความเป็นมนุษย์ ห่วงยางคอ ก็ คือพระผู้เป็นเจ้าซึ่งมีรูปร่างลักษณะ “นอกเหนือจินตนาการที่มนุษย์ผู้ใด สามารถจะจินตนาการถึงพระองค์ได้” แต่สามารถค้นพบความมีอยู่ของ พระเจ้าได้จาก “ร่องรอยที่ปรากฏอยู่ในสรรพสิ่ง” และสรรพสิ่งทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้สายตาและความรับรู้ของพระเจ้าด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ ว่าสรรพสิงที่ใหญ่โตกว้างขวางในตลอดทั่วทั้งจักรวาล ไปจนกระทั้ง “ขา ของมดสีดำตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งในคืนเดือนมืด…”…ฯลฯในศาสนาพุทธที่พัฒนาคำอธิบายเพิ่มเติมมาจากศาสนาฮินดู อาจ จะไม่ได้เรียกสิ่งนี้ว่า “พระผู้เป็นเจ้า” แต่ได้กล่าวถึงสิ่งๆหนึ่งที่มีฐานะเป็น “สิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง” หรือ “สิ่งที่เป็นพื้นฐานของสิ่งทั้งปวง” เป็นสิ่งที่ มีอยู่ก่อนหน้าการอุบัติตัวขึ้นมาของจักรวาล,ดวงดาว,โลก,และสรรพชีวิต ทั้งหลาย และยังดำรงอยู่ท่ามกลางสิ่งทั้งปวงที่อุบัติขึ้นมาแล้ว รวมทั้งจะ ดำรงอยู่ต่อไปหลังจากที่สิ่งทั้งปวงได้แตกสลายลงไปแล้ว จึงเป็นสิ่งที่มี ความคงทนถาวร,เป็นอมตะ,เป็นสิ่งที่อยู่เหนือไปกว่าสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ,หรือเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสร้างแต่เป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการสร้าง สรรพสิ่งทั้งหลาย…ฯลฯสิ่งที่ว่านี้ไค้ถูกกล่าวถึงโดย “พระสัมมาส้มพุทธเจ้า” และยังคง ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ไตรปิฎกโดยข้อความที่ว่า…“อุปปาทาวา ภิทฃเว ตถาคตนํ  ห่วงยางแฟนซี อนุปปาทา วา ตถาคตนํ ฐิตา ว สา ธา ตุ” หรือที่ท่าน “พุทธ- ทาสภิกขุ” นักปราชญ่ในศาสนาพุทธผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “บุคคล สำคัญระดับโลก” จากองค์การยูเนสโกไปเมื่อไม่นานมานี้ ได้ถอดความ เอาไว้ในหนังสือธรรมเทศนาของท่านที่ชื่อว่า “ไกวัลยธรรม” เอาไว้ว่า… “ดู ก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะพระตถาคตทั้งหลายจะเกิดขึ้นก็ตาม พระ การที่ “ศาสนา” ได้ถูกนำมาใช้ในการ “ตอบคำถามของชีวิต” หรือ “ตอบปัญหาที่ชีวิตได้ตั้งเอาไวิให้กับมนุษย์”ในแต่ละยุคแต่ละสมัยที่ฝานมา ในบางครั้ง-บางพื้นที่…คำตอบที่ว่านี้อาจจะดูไม่ต่างอะไรไปจากนิทาน สำหรับเด็ก,เต็มไปด้วยจินตนาการที่เลื่อนลอย,ขาดความสมเหตุสมผลอย่าง เห็นได้ชัด ในบางครั้งบางสถานการณ์…คำตอบเหล่านี้อาจจะถูกนำไป ปรับใช้เพื่อตอบสนองต่อ “จุดมุ่งหมายของสังคม”หรือ “จุดมุ่งหมายแห่ง รัฐ” แทนที่จะถูกนำมาใช้เป็น “จุดมุ่งหมายของความเป็นมนุษย์” ได้ อย่างจริงๆ จังๆ แต่ความพยายามพัฒนาคำตอบ-คำอธิบายเหล่านี้ ก็ ดำเนินสืบต่อกันมาเป็นขั้นๆ จนกลายมาเป็นเนื้อหาสาระที่ปรากฏอยู่ใน “ศาสนาหลักๆ” อันเป็นที่ยึดมั่น-ศรัทธาของผู้คนจำนวนมากมายอยู่จน ทุกวันนี้… แต่ไม่ว่าคำตอบ-คำอธิบายในแต่ละยุค แต่ละเงื่อนไขสถานการณ์ จะมีรายละเอียดที่ผิดแผกแตกต่างกันไปในลักษณะไหนก็แล้วแต่ แต่สิ่งที่ น่าสนใจก็คือว่า โดยส่วนใหญ่แล้ว…มักจะแสดงให้เห็นถึง “จุดร่วม” ที่ สำคัญอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ…การแสดงออกถึงการยอมรับต่อการอุบติขึ้น มาของสรรพสิ่งต่างๆ นับตั้งแต่จักรวาลลงมาถึงสรรพชีวิตในโลกใบนีว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาอย่างมี “จุดมุ่งหมาย” หรือไม่ได้อุปติขึ้นมาโดย “ความ บังเอิญ” เครื่องเล่นน้ำและวิวัฒนาการของสรรพสิ่งต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นไปตาม “เจตนา”หรือตาม “กฎเกณฑ์” ของบางสิ่งบางอย่างที่เป็นผู้วางระเบียบ แบบแผนเอาไว้ ไม่ใช่เป็นไปโดยสะเปะสะปะ ไร้ทิศไร้ทาง ไร้จุดมุ่ง หมาย…ฯลฯ อันทำให้กระบวนการชีวิตนั้นไม่ได้ดำเนินไปอย่างเป็น “เอกเทศ” หรือเป็นไปตามความจำเป็นของสิ่งนั้นๆ โดยไม่ได้มีความเกี่ยว โยงกับสรรพสิ่งใดๆ ตามแบบที่ถูกถือเป็นหลักเกณฑ์ดังที่พวกที่มี “ทัศนะ แบบวิทยาศาสตร์” พยายามจะให้เป็นไปเช่นนั้น…ภายใต้การให้คำตอบ-คำอธิบายในทิศทางเช่นนี้… “ศาสนา” และ “วิทยาศาสตร์” โดยตัวของมันเอง ก็ไม่ได้เกิดการปะทะขัดแย้ง ระหว่างกันและกันแต่อย่างใดเลย แต่มันจะเกิดการปะทะขัดแย้งขึ้นมา ก็ ต่อเมื่อผู้ที่นำเอาสิ่งทั้งสองไปใช้ประโยชน์ต่างหาก ที่ต้องการจะก่อให้เกิด การหักล้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของตนไปตาม แต่ละเงื่อนไขแต่ละสภาพการณ์…ห่วงยางโดนัท การ “แสวงหาความจริงทางศาสนา” ต่างก็มีกระบวนการ พัฒนาการไม่ต่างอะไรไปจาก “การแสวงหาความจริงทางวิทยาศาสตร์” หรือต่างก็มี “กระบวนการขจัดความเท็จ” ออกไปจาก “การค้นพบความ จริงใหม่ๆ” ในแต่ละยุคที่ผ่านมา…วิญญาณ” ที่เคยกระจัดกระจายอยู่ในสรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่ว่าใน สัตว์,พืช,มนุษย์,ก้อนหิน,ต้นไม้,ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ฯลฯ ที่ถูก

ห่วงยางเล่นน้ำ

มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งได้ค้นพบวิธีการเล่นบาร์โหนแบบเบสิก

แบบการลดทอนสรรพสิ่งแต่ละสิงให้กลายเป็นเพียงแค่กลไกทางเคมีและ ฟิสิกส์ได้อีกต่อไป…???แม้นว่า “เซลเด!ค” จะเป็นผู้ที่เคยได้รับการยกย่องจากแวดวงนัก วิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในด้านสาขาวิชาเคมีมาก่อนไม่น้อย รวมทั้งยังมี นักวิทยาศาสตร์ บาร์โหนเพิ่มกล้าม อีกหลายสาขาที่เริ่มหันมาผลิตผลงานค้นคว้าในแนวที่ไม่ ได้แตกต่างไปจากเขามากนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่การที่แนวคิดและข้อเสนอ การค้นพบของเขา เป็นไปในแนวเดียวกับบรรดานักวิทยาศาสตร์ที่เคยถูก ต่อต้านและปฏิเสธจากวงการวิทยาศาสตร์มานับร้อยๆ ปีที่แล้ว ระยะ เวลาอันยาวนานแห่งการต่อต้านแนวความคิดเหล่านี้ก็ยังไม่ได้แสดง ความผ่อนคลายลงไปชักเท่าไรนัก ผลงานการวิจัยของเขาได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เสียดสีเยาะเย้ยอย่างสาดเสียเทเสีย บางรายสรุปว่าเป็น เรื่องตลก น่าขบชัน หรือเป็นการใช้วิทยาศาสตร์ไปตอบสนองมุมมองใน แง่อุดมคติจนเกินไป…ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยงสำหรับนิตยสาร “เนเจอร์” อัน เป็นนิตยสารที่ทรงพลังมหาศาลในวงการวิทยาศาสตร์มายาวนาน “จอห์น แมดดอกซ์” บรรณาธิการบริหารของนิตยสารเล่มนี้ ถึงกับเขียนเอาไว้ใน บทบรรณาธิการว่า… “ถ้าหากเป็นเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้…หนังสือเล่มนี้ คงเป็นหนังสือที่อยู่ในบัญชีรายซื่อหนังสือที่สมควรเผาไปนานแล้ว…”นับตั้งแต่กรณีการค้นพบ “แม่เหล็กของสัตว์” โดย “ฟรานซ์แอนตัน เมสเมอร์”เมื่อปีค.ศ.1734 จนมาถึงการค้นพบ สนามพลังในการก่อรูปชีวิต” โดย “รูเพีร์ต เซลเด!ค” ในปีค.ศ.1983ช่วงระยะยาวนานถึง 249 ปีหรือเกือบ 3 ศตวรรษมาแล้ว…“วิทยาศาสตร์” ก็ยังไม่คิดจะ “ บาร์โหนเพิ่มความสูง เปิดโอกาส” ให้กับ แนวความคิดใดๆ ที่พยายามดิ้นรนออกมานอกกรอบความคิดที่ผู้มีอำนาจ ในวงการวิทยาศาสตร์ได้จัดสร้างเอาไว้ แม้นว่าสิ่งนั้นจะได้รับการค้นพบ กันแบบซํ้าแล้วซํ้าเล่า และอาจจะเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับ“วิทยาศาสตร์” และ “การแสวงหาความจริงทางวิทยาศาสตร์” ได้อย่างแท้จริง รวมทั้งอาจนำไปสู่การก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่าง มหาศาลอีกด้วย…แต่ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เคยได้รับการตอบสนองจาก ผู้มือำนาจในวงการวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงสถาบันทางวิทยาศาสตร์ที่เป็น ผู้สนับสนุนการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์แต่อย่างใดเลย…ในปีค.ศ.1985 นักจิตวิทยาซื่อดังรายหนึ่งแห่ง “ฮาร์เลย์ สตรีท” ชื่อ ว่า “ดร.แอชลีย์ คอนเวย์” ซึ่งได้มองเห็นถึงความอันตรายของโรคร้ายอย่าง “โรคมะเร็ง” ที่คุกคามชีวิตผู้คนทั่วโลกอย่างแสนสาหัส เมื่อเขาได้พบว่า กรรมวิธีในการรักษาทางด้านจิตวิทยาบางอย่างเช่น  อุปกรณ์ออกกำลังกาย“การสะกิดจิต” นั้น อาจนำไปสู่การทุเลาเบาบางอาการของโรคนี้ได้ไม่น้อย หรือสามารถ บำบัดผู้ป่วยจากอาการของโรคดังกล่าวอย่างมี “นัยสำคัญ” และได้ พยายามผลักดันเรียกร้องให้มืการทุ่มเทให้กับ “การวิจัยในด้านจิต” อย่าง จริงๆ จริงๆ โดยการเสนอแนะต่อผู้มีอำนาจในวงการวิทยาศาสตร์เอาไว้ว่า… “เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับกายนั้น ยังเป็นดินแดนอันกว้าง ใหญ่สำหรับการวิจัย และเท่าที่ผ่านมานั้น เราแทบไม่ได้สะกิดแม้กระทั้ง พื้นผิวของมันเลย” แต่ข้อเรียกร้องดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาใดๆ ขึ้น ในแวดวงวิทยาศาสตร์แม้แต่น้อย…???

บาร์โหน

วิวัฒนาการการเจริญเติบโตของบาร์โหนและเครื่องออกกำลังกาย

“ลัทธิดารวิน” ไม่ทางใดก็ทางหนึง ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรอผู้ใหญ่, เพศชายหรือเพศหญิง, หรือเพศที่สาม ไม่ว่าจะเป็นฝิงซ้ายหรือขวา, ไม่ว่า จะเป็นสงคมนิยมหรือทุนนิยม, ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ ฟาสซิสต์ ฯลฯ ต่างก็มีส่วนได้รับอิทธิพลจากหลักคิดในเรอง “ทฤษร] วิวัฒนาการ” ของ “ชาร์ลลั ดารวิน” บาร์โหนเพิ่มกล้าม มากบ้างน้อยบ้างไปตามสภาพ…จน แทบไม่น่าเชื่อว่า…“คุณยู่แก่ๆ” หน้าตาท่าทางใจดีที่เราเคยได้เห็นหน้า เห็นตามาตั้งแต่เด็กๆ ในหนังสือแบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ จะ สามารถแผ่อิทธิพลแนวคิดได้กว้างขวางยุ่มย่ามปานประดุจหนวดปลาหมึก มัดใครต่อใครทั้งโลกเอาไว้ได้ถึงขนาดนี…???ด้วยเหตุนี้นี่แหละ…ที่ทำให้ผมซึ่งแม้นว่าจะไม่เคยถูกโรคหรือเอา เรื่องเอาราวกับวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปมาตั้งแต่เด็กๆ ชักจะเริ่มรู้สึก หงุดหงิดขึ้นมาในตอนแก่ ความเจ็บปวดอันเนื่องมาจากความมึนงงที่คุณ ยู่ “ดาร์วิน” บาร์โหนติดผนัง ได้กระทำกับผมในห้องเรียน ความสับสนที่คุณยู่ดาร์วินได้ ชำแรกแทรกซึมเอาไว้ในทฤษฏีกเมือง-เศรษฐกิจอันทำให้เราต้อง เหน็ดเหนื่อยในการต่อสู้กับฝ่ายต่างๆ ตั้งแต่วัยหนุ่มไปจนถึงวัยแก่ ทำให้ ผมเกิดแรงกระตุ้นอันมหาศาล ที่จะใช้ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ ทำการแยกแยะ, แกะรอย, ค้นหาความเป็นมา-เป็นไป ของแนวคิดที่ทำให้เกิด “ทฤษฏี วิวัฒนาการของซาร์ลสั ดาร์วิน” กันให้ชัดๆ…ถึงแม้นว่าจะไม่ได้มีศักยภาพทางความรู้ในด้านต่างๆ ชักเท่าไหร่นัก ไม่ว่าในแง’ ชีวภูมิศาสตร์, บรรพชีวินวิทยา, วิทยาเอิมบริโอ, สัณฐานวิทยา…ฯลฯ อันเป็นองค์ประกอบหลักๆ ที,ว่ากันว่าได้ก่อให้เกิดทฤษฏี วิวัฒนาการของดารวินฃึนมา แต่ก็อย่างว่า…คนที่สามารถดิ้นรนต่อสู้เอา ตัวรอดมาโดยอาศัย “ความรู้รอบโต๊ะ” มาตั้งแต่อยู่ในห้องเรียนอย่างผม เรื่องราว เหล่า’นี้’ถึงแม้น,จะไม่’ถึงกัน’ง่ายกัน*ชัก๙ทไ’พร่ก็ตาม แต่การนำเอา ลภาวะแวดล้อมต่างๆ ที่ปรากฏให้เห็นเป็นหลักฐานในทางประว้ติศาสตร์, ข้อมูลที่ได้รับการดีแผ่มาจากการค้นคว้าของผู้รู้-ผู้เชี่ยวชาญ มารวบรวมให้ กลายเป็นข้อสมมุติฐาน,ข้อลังเกต,คำทาม…ที่จะนำไปสู่การลังเคราะห์แนวคิด และหลักคิดของทถุษฎีวิวัฒนาการของดารานก็น่าจะพอเป็นไปได้บ้าง…หรืออย่างน้อยทสุด…ก็อาจจะพอทำให้เทิดการฉุกคิดขืนมาได้บ้างว่า วิถีทางของชีวิตต่างๆ ที่อุบ้ติฃึ้นมาในโลกใบนี้ ต่างจะต้องก้าวเดินไปตาม  บาร์โหนติดประตู วิถีทางทีซาร์ลลัดาร์วินให้คำตอบ-คำอธิบายเอาไว้แต่เพียงเท่านั้นหรือไม่??? หรือว่าเรายังพอมีหนทางอื่นๆ ที่อาจทำให้เส้นทางการวิวัฒนาการของเรา แตกต่างไปจากแนวคิดทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินได้บ้าง…???จริงหรือ…ทีมนุษย์เราทังหลาย ไม่สามารถเป็นอะไรได้มากไป กว่า…“สัต’ว์ร้ายที่,โหดเหี้ยม ที่มีวิ’วัฒนาการมาจากการผ่าเหล่าทางพันอุ- กรรมโดยความบังเอิญ มีแรงขับดันทางสัญชาตญาณเพื่อการอยู่รอด เพียง เพื่อสืบทอดเผ่าพันธุและแสวงหาความอิ่มเอมทางวัตถุ” กันไปตาม สภาพ…??? หรือว่าเราสามารถเป็นอะไรได้มากไปกว่า “สิ่งมีชีวิต” ที่อยู่ ภายใต้กรอบความคิดที่ชาร์ลลั ดาร์วินกำหนดเอา1ไว้…???แน่นอนว่า…การค้นหาคำตอบ-คำอธิบายเหล่านี้ คงไม่ใช่การคิดไป โต้แย้งรายละเอียดในทางทฤษฎีกับทฤษฎีดาร์วินดังเช่นผู้รู้-ผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านวิทยาศาสตร์บางรายได้เคยกระทำมาก่อนหน้านั้นแล้ว…ไม่ใช่ เป็นการถกเถียงกันในเรื่องข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อันเป็นสิ่งที่เกินกว่า ศักยภาพความรับรู้ของตัวผมเองจะสามารถกระทำได้…แต่โดยอาศัยร่องรอยทางประวัติศาสตร์ และสภาพแวดส้อมของ ลังคมในแต่ละยุคแต่ละสมัย ที่ย่อมต้องมีอิทธิพลต่อแนวคิดของผู้คนใน แต่ละยุคอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ มาจัดเรียงลำดับให้เห็นความเป็นมาเป็น ไปของแนวคิดต่างๆ ที่คลี่คลายมาเป็นลำดับ…ผมคิดว่าก็นำจะพอทำให้18 เแๆกคุกวิทยาศาสตร์ ล้างตำนาน…ดารวัน

บาร์โหน

แนวคิดการบริหารศาสตร์และแนวคิดสมัยใหม่

ในช่วงที่ยังเป็นเด็กๆ…วิชา “วิทยาศาสตร์ทั่วไป” ตามตำรับตำรา ของกระทรวงศึกษาธิการนั้น ดูจะเป็นวิชาที่ไม่ค่อยถูกกับผมซักเท่าไหร่ บาร์โหนเพิ่มกล้าม  และสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้วิชานี้เป็นอะไรที่ก่อให้เกิดความอึดอัดกับเด็กๆ อย่างผมอถู่ไม่น้อย ก็คงหนีไม่พ้นการที่ต้องนั่งเรียนทู้รองราวที่เกิดขึ้นมา จากความคิดฝรั่งแก่ๆ รายหนึ่งที่มี’ชื่อว่า…. “ชาร์,ลสั ดาร์วิน” นั่นเอง…อันที่จริงหน้าตาของ “ชาร์ลส์ ดา!วิน” นั้น…ก็ดูจะมีบุคลิกออกไป ทาง “คุณปูใจดี” อยู่ไม่น้อย หัวล้านๆ ตัวอ้วนๆ เคราขาวๆ ดูน่ารักน่า เคารพแบบคนแก่โดยทั่วๆไป แต่สิ่งที่คุณปูดาร์วินสร้างความปวดหัวให้ กับเด็กอย่างผมมาตั้งแต่เล็กๆ ก็เห็นจะเป็นความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าใน การที่จะต้องนั่งท่องรายชื่อ พันธุพืช, พันธุสัตว์ ที่ถูกจัดระบบ จำแนก แยกแยะ ออกเป็นหมวดหมู่ในแบบยั๊วะเยี๊ยะรุงรัง ก่อให้เกิดความสับสน ชุลมุนในเรื่องราวของเชื้อรา, เห็ด, สาหร่าย ไป’จนถึงสัตว์’นํ้า, สัตว์บก, สัตว์เลื้อยคลานจนแทบกระอักโลหิตกันมาตังแต่เด็กๆแต่ลำหรับการเรียนรู้ในประเทศที่มีเอกราชแต่เพียงในนาม(หรือ เป็นแค่อาณานิคมทางปัญญาของฝรั่ง)การทำความรู้จกันสิ่งต่างๆที่คุณ^ “ดารวน” ได้ค้นคิดเอาไว้ ก็อาจ1ไม่ถึงกับหลอมละลาย,ให้กลายเป็นแบ,น ฝรังล้วนๆ ลํวนใหญ่นันมักจะถูกบังคับให้เป็นฝรั่งด้วยทาร… “ท่องจำ”  บาร์โหนติดประตู เป็นหลัก…ซึ่งถ้าหากถูก “สอนให้คิด” แบบเด็กฝรั่งกันจริงๆ แล้ว…ปาน นี้…ผมน่าจะเป็น “บ้า” กันตั้งแต่เด็กๆ ไปแล้ว…???เพราะหลังจากที่ปิดตำราวิชาวิทยาศาสตร์ลงไปแค่ไม่กี่อึดใจ ใน ขณะที่หัวสมองกำลังครุ่นคิดถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่ค่อยๆพัฒนาการ ตัวเองจากบักเตรี มาเป็นเชื้อเห็ดเชื้อราทั้งหลาย จนกลายมาเป็นปลา เป็น ลิง แล้วกลายมาเป็นมนุษยํในช่วงเวลานับร้อยล้านปี ถ้าหากขึ้นชั่วโมงใหม่ เผอิญไปตรงกับชั่วโมงการเรียนวิชา “ศีลธรรม” ต่อเนื่องกันไป หัวสมอง ของเราก็จะถูกฉุดกระชากกลับมา บาร์โหนติดผนังให้คิดกันในเรื่องราวการประสูติของพระ สัมมาลัมพุทธเจ้า ที่เมื่อทรงคลอดออกมาจากพระครรภ์ของพระมารดาแล้ว ก็สามารถย่างเท้าก้าวเดินไปได้ด้วยตัวเองถึง 7 ก้าว โดยมีดอกบัว 7 ดอก โผล่ขึ้นมารองรับในแต่ละก้าวแบบฉับพลัน-ทันที…??? การนำเอาเรื่องราว ในตำราวิทยาศาสตร์กับเรื่องราวในตำราศีลธรรมมาขยำรวมกันด้วยความ คิด, การวิเคราะห์สิ่งที่มันแตกต่างกันในคนละเรื่องให้กลายเป็นคนละ เรื่องเดียวกันในลักษณะนี้ ไม่ใช่แค่เด็กๆ เท่านั้นที่อาจจะประสาทรับ ประทานกันตั้งแต่ต้น กระทั่งบรรดาครูบาอาจารย์ตลอดไปจนถึงผู้เขียน ตำราในกระทรวงศึกษาธิการ ก็อาจจะหงายหลังตึงเกิดอาการเล้น ประสาทแตกตายกันได้ง่ายๆ…

บาร์โหน

เพราะทวาม(ล.ภพน้องคู่หนึ่งเลี้ยงชีพด้วยการหาฟืน ทั้งสองอาศัยอยู่ในกระ- ท่อม แม้จะลำบากแต่ทั้งสองก็เลี้ยงชีพอย่างสุจริต ไม่เคยคิดหาเงิน  วิธีดักหนู โดยทางที่ไม่ถูกต้องแม้สักครั้งเดียว ผู้เป็นพี่เป็นคนที,เอาการเอางาน ขยันขันแข็ง ไม่เคยน้อยใจในโชคชะตาที่เกิดมา!!เดเคือง คอยดูแล เอาใจใส่ผู้เป็นน้องให้น้องได้กินอิ่มท้องก่อนตนเสมอ ส่วนผู้เป็นน้องก็ เชื่อฟังในคำสั่งสอนของผู้เป็นพี่ ขยันขันแข็งเอาการเอางานไม่แพ้ผู้เป็น พี่ชาย แต่ลึกๆ ก็คิดน้อยใจโชคชะตาตนเองอยู่มิใซ่น้อยวันหนึ่งทั้งสองฝันว่า เจ้าแม่กวนอิมให้เดินทางไปยังทิศตะวัน- ออกจะพบกับภูเขาที่เต็มไปด้วยทองคำ และต้องขึ้นภูเขาในเวลากลาง คืนและลงจากภูเขาก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ไม่เช่นนั้นจะถูกแสงอาทิตย์ แผดเผาจนตาย แล้วจะสามารถขึ้นเขาได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ทั้งสองออกเดินทางแต่เช้าแม้การเดินทางจะเป็นไปอย่างยาก ลำบากแต่ก็ไม่ย่อท้อ เมื่อไปถึงก็รอจนแลงอาทิตย์ลับขอบฟ้าแล้วถึง พากันขึ้นไปบนภูเขา ไล่หนูไฟฟ้า  โดยที่แยกกันไปคนละทางเพื่อจะได้เก็บทองคำ ให้ได้มากๆ ซึ่งผู้เป็นพี่ไม่ลืมที่จะกำชับน้องว่าต้องลงจากภูเขาก่อน พระอาทิตย์ขึ้นเมื่อขึ้นไปบนภูเขาประมาณหนึ่งชั่วยามก็พบกับทองคำมากมาย ผู้เป็นพี่ค่อยๆ เก็บทองคำใส่ห่อผ้า จนเห็นว่าเหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วยาม ก็เดินทางลงจากภูเขา ส่วนผู้เป็นน้องเมื่อเห็นทองคำก็ดีใจพยายาม เก็บทองคำให้ได้มากที่สุดเพราะไม,ต้องการกลับไปใช้ชีวิตชัดสนอย่างที่ แล้วมา กระทั่งเหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วยามก็ไม่ยอมลงจากภูเขา เพราะ ต้องการจะเก็บทองให้ได้มากที่ลุดเขาคิดว่าหากวิ่งลงจากภูเขาให้เร็วที่สุดครึ่งชั่วยามก็น่าจะทัน เมื่อผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม ก็คิดว่าถ้าตนเองวิ่งสุดแรงคงใช้เวลาไม่เกิน หนึ่งในสี่ชั่วยาม แต่เมื่อเวลาผ่านไปอีกเขาก็ยังไม,คิดที่จะลงจากภูเขา จนเห็นแสงอาทิตย์เริ่มจับขอบฟ้าจึงรู้ตัวรีบวิ่งลงจากภูเขา กำจัดหนู  แต่ก็ไม่ทัน เสียแล้ว ร่างของเขาค่อยๆ ถูกไฟไหม้เป็นเถ้าถ่าน พร้อมๆ กับความ สำนึกในความโลภของตนเองผู้เป็นพี่ชายเมื่อเห็นน้องชายกลายเป็นเถ้าถ่านไปต่อหน้า ก็รู้ ได้ทันทีว่านั่นเป็นผลจากความโลภ แม้เขาจะได้ทองลงมาไม่มาก แต่ก็ หญิงสาวผู้หนึ่งทุกๆ วันเธอจะตื่นแต่เช้าเพื่อนำดอกไม้จาก บ้านมาเปลี่ยนดอกไม้ในแจกันหน้าพระประธานในโบสถ์เสมอ เพราะ เมื่อเธอ

เครื่องไล่หนู

การออกกำลังกายคือการเสริใสร้างกล้ามเนื้อทุกๆส่วนให้แข็งแรง

เพราะเรามัวแต่หันไปสนใจกิจกรรมอย่างอื่นให้ลูก ทั้งๆ ที่บาง อย่างเราต้องควักสตางค์กันมือเป็นระวิงหรือไม่ก็ใช้เงิน ห่วงยางแฟนซี ก้อนโต ลอง เปลี่ยนแปลง หันมาสนับสนุนให้ลูกรักได!!กสมาธิกันดูบ้าง แถมเงินก็ ไม่ต้องเสียลักกะบาท เพราะการ!เกสมาธิเท่ากับเป็นการเพิ่มพูนความ มีปัญญาให้กับเด็กที่สำคัญการมีสมาธิของเด็ก ส่งผลในเรื่องของการเรียนหนังสือ เพราะเมื่อจิตใจสงบนิ่งไม่วอกแวกก็จะช่วยทำให้มืความจำที่ดี ใจเย็น รู้จักการรอคอยถ้าลูกได็!เกสมาธิบ่อยๆไม่แน่ว่าอาจจะกลายเป็นความ คุ้นชินไปโดยไม่รู้ต้ว นิทาน หลับตา สมาธิซูเปอร์มีมฑงหลายเชิญฟังทางนี้คงมีบ่อยครั้งที่ซูเปอร์ม้ม่อย่าง คุณ เคยโดยรบเร้าให้อ่านนิทานก่อนนอนให้เจ้าตัวน้อยฟัง เกิดวันไหน คุณอารมณ์นางฟ้ากิจะอ่านให้ลูกฟัง แต่วันไหนอารมณ์แม่มดกิจะบอก ปัด “นอนเถอะลูก วันนี้คุณแม่ง่วงแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้จะอ่านให้ฟังนะคะ’,หากเป็นคนช่างสังเกตสักนิด จะรู้ว่าการอ่านนิทานให้ลูกน้อย แสนรักฟังก่อนนอนนั้น เยี่ยมยอดมาก ระหว่างที่คุณกำลังอ่านนิทาน แสนสนุกอยู่นั้น ฝ่ายผู้ฟังตัวน้อย ณ  ห่วงยางเด็ก เวลานั้นกิใจจดใจจ่ออยากจะฟัง ด้วยความตั้งใจเห็นมั้ยว่าความตั้งใจของลูกกิคือการมีสมาธิเพื่อที่จะฟังนิทานนี่กิถือว่าเป็น การ’ฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง และผลต่อเนื่องจากการฟังนิทานกิทำให้ลูกน้อย หลับตานอนอย่างมีความสุขไปตลอดคืน ก่อนที่จะตื่นมาพร้อมกับ ความสดชื่นแจ่มใส เมื่ออารมณ์ดีมีความสุข กิส่งผลถึงความตั้งใจเรียน หนังสือหนังหาการอ่านนิทานไม่ใช่แค่เรื่องสนุกหรือเพลิดเพลิน การมีสติและ สมาธิ’จะส่งผล,โนการเสริมสร้างจินตนาการที่ดี?Tบสมองน้อยๆของเขาให้รู้จักคิด รู้จักสร้างสรรค์ รู้จักการมีเหตุมีผล รู้จักหน้าที่ รวมไปถึง มีความจำพี่ดีเพราะการจดจำเรื่องการอ่านจะช่วยให้การเรียนดีขึ้นมะเร็ง ฉะนั้นแล้ว อย่ามองข้ามเรื่องดีๆ ที่เราจะมอบให้ลูกรัก ความเจ็บปวดเบาบางลงคุณอาจคิดไม่ถึงว่า ปัจจุบันวงการแพทย!ด้มีการวิจัยเรื่องการ รักษาโรคโดยใช้ธรรมะ ในหัวข้อ “การนั่งสมาธิจะมีผลกับการรักษา หรือบรรเทาอาการของโรคบางโรคได้มั้ย”และผลที่ได้ก็น่าปลื้มใจพอดู เพราะหากมีการนั่งสมาธิอยู่เป็น ประจำ จะช่วยกล่อมเกลาจิตใจผู้ป่วยได้และสามารถควบคุมอาการเจ็บ ปวดจากโรครุนแรงที่กำลังรุมเร้าอยู่ได้เช่น  แพยางหงษ์  เอดส์หัวใจ เป็นด้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วคนที่ป่วยเป็นโรคร้ายแรง ที่มักจะต้องมี อาการเจ็บปวดมาก คงไม่ต้องสาธยายกันนะ ว่าจะเจ็บปวดแสนสาหัส แค่ไหนเพราะตัวผู้เขียนเองก็เคยประสบเหตุการณแบบนี้กับตัวเองพี่ชายเป็นมะเร็งในกระลูก ความเจ็บปวดของโรคทำให้เขาต้อง ทุกข์ทรมานจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ได้แต่นั่งร้องโอยโอยพลางนํ้า ตาไหล เราซึ่งเป็นน้องสาวก็ได้แต่เฝืาลูด้วยความสงสารอย่างจับใจไม่มีสติ มีรอยยิ้ม มีสมาธิมีปัญญา มีความสุข มีความสำเร็จ

ห่วงยางเล่นน้ำ